วันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2552

วิธีสอนแบบโครงงาน

การพัฒนาการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

ด้วยวิธีสอนแบบโครงงาน

โดย นางกมลวรรณ สัมฤทธิกุล ครูชำนาญการ

โรงเรียนเทศบาล 5 พหลโยธินรามินทรภักดี


บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ก่อนและหลังการสอนด้วยวิธีสอนแบบโครงงาน 2) เพื่อประเมินความสามารถในการทำโครงงานคำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อวิธีสอนแบบโครงงาน

กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนเทศบาล 5 พหลโยธินรามินทรภักดี จำนวน 47 คน ที่ได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) ใช้ระยะเวลาในการทดลอง 27 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษ แบบประเมินความสามารถในการทำโครงงานของนักเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบน และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มไม่อิสระ (t-test for Dependent Samples)

ผลการวิจัยพบว่า

1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ด้วยวิธีการสอนแบบโครงงาน สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

2. ความสามารถในการทำโครงงานคำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ด้วยวิธีสอนแบบโครงงานอยู่ในระดับดีมาก

3. ความพึงพอใจในการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษด้วยวิธีสอนแบบโครงงานอยู่ในระดับมาก

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

ภาษาเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการติดต่อสื่อความหมายให้เข้าใจซึ่งกันและกัน เพื่อถ่ายทอดความคิด ความรู้สึก และความต้องการต่าง ๆ ภาษาจึงมีความจำเป็นและสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการดำรงชีวิตในสังคม นอกจากการรู้ภาษาของตนเป็นอย่างดีแล้ว การรู้ภาษาต่างประเทศเปรียบเสมือนการมีเครื่องมือเพิ่มเติม เพื่อใช้ประโยชน์ในการแสวงหาความรู้ใหม่ ๆ เพื่อใช้ในการติดต่อสื่อสารกับบุคคลต่างชาติและเพื่อใช้ในการประกอบอาชีพ (สุมิตรา อังวัฒนกุล. 2540 :

บทนำ)

ภาษาต่างประเทศที่มีในปัจจุบัน จัดได้ว่าภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สำคัญมากภาษาหนึ่งเนื่องจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาสากลที่ใช้ในการสื่อสารของคนทั่วโลก การติดต่อสื่อสารด้านการเมือง สังคม เศรษฐกิจ และการศึกษาของคนชาติต่างๆ จำเป็นต้องใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารตลอดจนเอกสาร ตำรา และแหล่งเรียนรู้ของชาติต่างๆ ก็นำเสนอเป็นภาษาอังกฤษ

จากความสำคัญดังกล่าว กระทรวงศึกษาธิการจึงกำหนดให้วิชาภาษาอังกฤษ เป็นวิชาที่สำคัญซึ่งอยู่ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ และกำหนดให้เรียนทุกช่วงชั้น โดยสถานศึกษาต้องจัดเป็นสาระการเรียนรู้พื้นฐานที่ผู้เรียนทุกคนต้องเรียน การเรียนภาษาอังกฤษ ไม่ได้เรียนภาษาเพื่อความรู้เกี่ยวกับภาษาเท่านั้น แต่เรียนภาษาเพื่อให้สามารถใช้ภาษาเป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นได้ตามความต้องการในสถานการณ์ต่างๆ ทั้งในชีวิตประจำวันและการงานอาชีพ การที่ผู้เรียนจะใช้ภาษาได้ถูกต้องคล่องแคล่วและเหมาะสมนั้น ขึ้นอยู่กับทักษะการใช้ภาษา ดังนั้นในการจัดการเรียนการสอนภาษาที่ดี ผู้เรียนจะต้องมีโอกาสได้ฝึกทักษะการใช้ภาษาให้มากที่สุด ทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน การจัดกระบวนการเรียนการสอนต้องสอดคล้องกับธรรมชาติ และลักษณะเฉพาะของภาษา การจัดการเรียนการสอนภาษาจึงควรจัดกิจกรรมให้หลากหลาย ทั้งกิจกรรมการฝึกทักษะ และกิจกรรมการฝึกผู้เรียนให้รู้วิธีการเรียนภาษาด้วยตนเองควบคู่ไปด้วย (Learner – Independence) และสามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต (Life long Learning) โดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นเครื่องมือในการค้นคว้าหาความรู้ในการเรียนสาระการเรียนรู้อื่นๆ ในการศึกษาต่อรวมทั้งประกอบอาชีพ ซึ่งเป็นจุดหมายสำคัญประการหนึ่งของการปฏิรูปการศึกษา (กรมวิชาการ. 2546 : 1)

อย่างไรก็ตามจากการสำรวจผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนย้อนหลัง 3 ปี จากแบบรายงานการวิเคราะห์และอภิปรายผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ โรงเรียนเทศบาล 5 พหลโยธินรามินทรภักดี ปีการศึกษา 2548, 2549 และ 2550 พบว่านักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาภาษาอังกฤษหลัก มีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 66.82, 67.20 และ 68.48 ตามลำดับ ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานการเรียนรู้ของโรงเรียนที่กำหนดไว้ กล่าวคือนักเรียนต้องมีผลสัมฤทธิ์ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ทุกกลุ่มไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 นอกจากนี้เมื่อผู้วิจัยได้ศึกษาคะแนนจากการประเมินพัฒนาการนักเรียนในรายวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พบว่าคะแนนของนักเรียนต่ำกว่าเกณฑ์ ซึ่งผู้วิจัยได้สังเคราะห์บันทึกผลการพัฒนาคุณภาพนักเรียนและสังเกตเกี่ยวกับพฤติกรรมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในขณะเรียนวิชาภาษาอังกฤษ พอจะสรุปได้ว่านักเรียนส่วนมากมีปัญหาในการเรียนภาษาอังกฤษ ซึ่งอาจมาจากสาเหตุหลายประการคือ นักเรียนไม่เข้าใจเรื่องที่อ่าน เขียนสะกดคำไม่ถูกต้อง ไม่รู้ความหมายของคำศัพท์ ไม่มีโอกาสใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน และมีเจตคติที่ไม่ดีต่อการเรียนภาษาอังกฤษ (โรงเรียนเทศบาล 5 พหลโยธินรามินทรภักดี. 2550) ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของพิตรวัลย์ โกวิทเวที (2540 : บทนำ) กล่าวว่าเด็กไม่เข้าใจเรื่องที่อ่าน ไม่สามารถแปลคำศัพท์ในเรื่องที่อ่านได้ ฉะนั้นในการอ่านเพื่อความเข้าใจนั้น การรู้คำศัพท์จึงเป็นสิ่งจำเป็น จะมองข้ามไปไม่ได้เป็นอันขาด แม้ว่าจะสามารถใช้ทักษะหรือเทคนิคอื่นๆ เพื่อการอ่านได้ดีเพียงใดก็ตาม แต่ถ้าหากไม่ทราบความหมายของคำในข้อความที่อ่าน ก็คงจะไม่เข้าใจสิ่งที่อ่านได้ตลอดหรือถูกต้อง แต่กลับทำให้เสียเวลาและไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการอ่านนั้น ๆ เลย

นอกจากนี้สาเหตุดังกล่าวส่วนหนึ่งอาจมาจากวิธีการสอนภาษาอังกฤษของครูผู้สอนภาษาอังกฤษที่ยังขาดการนำเทคนิคและวิธีการสอนแนวใหม่ ๆ มาใช้ ดังที่ วรพรรณ สิทธิเลิศ. (2537 ; อ้างถึงใน สมสวรรค์ พันธ์เทพ. 2540 : 3) กล่าวว่าครูมักยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง เช่น การสอนคำศัพท์ ครูมักจะให้นักเรียนออกเสียงตามครู ไม่ใช้อุปกรณ์ให้เหมาะสมกับวิชาที่เรียน และครูบางคนไม่ใช้สื่อการเรียนการสอน ทำให้การสอนไม่น่าสนใจ จึงเกิดปัญหาการเรียนคำศัพท์ที่ไม่ได้ผลในชั้นเรียน (รัตติกาล สุทธิสวัสดิ์กุล. 2547 : 1-2) ด้วยเหตุนี้จึงสรุปความสำคัญของคำศัพท์ได้ว่า ในทุก ๆ ภาษา คำศัพท์เป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญที่สุดในการสื่อสาร การมีคำศัพท์มาก สามารถส่งและรับสารได้มาก และจะยิ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้การเรียนภาษาทักษะอื่น ๆ ทั้งการฟัง พูด อ่านและเขียนประสบความสำเร็จด้วย (กิตติภรณ์ มีแก้ว. 2546 : 4)

ด้วยเหตุผลและความสำคัญดังกล่าว ผู้วิจัยซึ่งเป็นครูผู้สอนวิชาภาษาอังกฤษในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จึงสนใจที่จะพัฒนาการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษให้กับนักเรียนเพื่อวางรากฐานในการศึกษาคำศัพท์ภาษาอังกฤษในระดับสูงต่อไป ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาผลสัมฤทธิ์ในการเรียนอยู่ในเกณฑ์ต่ำ และเพื่อช่วยให้นักเรียนมีการเรียนรู้ด้านคำศัพท์มากขึ้น ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะหาวิธีที่จะแก้ปัญหาดังกล่าว และเห็นว่าวิธีสอนแบบโครงงานเป็นวิธีหนึ่งที่มีส่วนช่วยในการพัฒนาการเรียนรู้ด้านคำศัพท์ของนักเรียนได้ ซึ่งการสอนแบบโครงงาน เป็นวิธีสอนที่ให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง เป็นวิธีการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ตามที่ได้กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 2 พ.ศ. 2545 หมวด 4 แนวการจัดการศึกษา มาตราที่ 22 กล่าวว่า การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ และการจัดการเรียนการสอนโดยใช้โครงงานเป็นการจัดกระบวนการการเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนได้เลือกและสร้างกระบวนการเรียนรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างลุ่มลึกด้วยตนเองโดยใช้วิธีการและการเรียนรู้ที่หลากหลาย และสามารถนำผลการเรียนรู้ไปใช้ในชีวิตจริงได้ (สมศักดิ์ สินธุระเวชญ์. 2542 : 18) นอกจากนี้โครงงานเป็นการทำกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ศึกษาค้นคว้า และลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง ภายใต้การดูแลและให้คำปรึกษาของครู ตั้งแต่การคิดสร้างโครงงาน การวางแผนดำเนินการ การออกแบบลงมือปฏิบัติรวมทั้งร่วมกำหนดแนวทางในการวัดและประเมินผล (กระทรวงศึกษาธิการ. 2536 : 5) ซึ่งสอดคล้องกับความคิดของ ลัดดา ภู่เกียรติ (2547 : 20) ที่กล่าวว่าโครงงานเป็นกิจกรรมที่เตรียมความพร้อมให้เกิดขึ้นกับตัวผู้เรียน ทำให้ผู้เรียนมีความกระตือรือร้นที่จะเรียนและเรียนอย่างมีชีวิตชีวา ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมของตนเองและ รู้จักวิธีปรับตัวให้สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ รู้จักรวบรวมข้อมูลได้อย่างกว้างขวางและหลากหลาย ทำให้ผู้เรียนจดจำในสิ่งที่ศึกษาค้นคว้าและมีความหมายต่อผู้เรียน ที่สำคัญคือมีผลต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้เรียน กระบวนการในการทำงานช่วยให้ผู้เรียนรู้จักคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ คิดอย่างมีวิจารณญาณ เพื่อให้ได้ผลงานที่มีประสิทธิภาพ และสร้างสรรค์ ตลอดจนสามารถคิดหาแนวทางในการนำสิ่งที่ค้นพบไปใช้ได้ในชีวิตจริงและสามารถใช้กระบวนการทำงานที่มีการวางแผนอย่างมีระบบ ปฏิบัติตามแผน ปรับปรุง แก้ไขให้เหมาะสมเพื่อนำไปใช้แก้ปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตความเป็นอยู่ได้อย่างดีและมีความสุข

ดังนั้นผู้วิจัยจึงได้จัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบโครงงาน ซึ่งเป็นวิธีหนึ่งที่จะสามารถสร้างเจตคติที่ดีต่อการเรียนภาษา ช่วยพัฒนานักเรียนให้เป็นผู้ที่มีศักยภาพในการเรียนภาษาอังกฤษ อันจะเป็นผลให้นักเรียนนำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจำวัน และนำไปใช้ประกอบการเรียนในระดับสูงต่อไป

วัตถุประสงค์ของวิจัย

1. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ก่อนและหลังการสอนด้วยวิธีสอนแบบโครงงาน

2. เพื่อประเมินความสามารถในการทำโครงงานคำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อวิธีสอนแบบโครงงาน

สมมติฐานของการวิจัย

ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ด้วยวิธีสอนแบบโครงงานหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

1. ได้พัฒนาการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาล 5 พหลโยธินรามินทรภักดี

2. ได้แนวทางในการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษ โดยใช้วิธีสอนแบบโครงงาน

3. ได้แนวทางให้นักเรียนใช้วิธีการเรียนรู้จากการทำโครงงานไปแสวงหาความรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น

4. เป็นแนวทางแก่ครูกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศในการนำวิธีสอนแบบโครงงานไปใช้ในการพัฒนาการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษในระดับชั้นอื่น ๆ

5. ได้เผยแพร่ผลงานต่อครูผู้สอนภาษาอังกฤษและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนภาษาอังกฤษเพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาและปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพต่อไป

ขอบเขตของการวิจัย

ในการวิจัยเรื่องการพัฒนาการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ด้วยวิธีสอนแบบโครงงาน ผู้วิจัยได้กำหนดขอบเขตของการวิจัยไว้ดังนี้

1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

1.1 ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาล 5 พหลโยธินรามินทรภักดี อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 ที่เรียนรายวิชาภาษาอังกฤษ (อ 23101) จำนวน 2 ห้องเรียน รวม 91 คน โดยจัดชั้นเรียนแบบคละความสามารถ

1.2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/2 โรงเรียนเทศบาล 5 อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 ที่เรียนรายวิชาภาษาอังกฤษ (อ 23101) จำนวน 1 ห้องเรียน รวม 47 คน ที่ได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) โดยการจับฉลากมา 1 ห้องเรียนจากจำนวนทั้งสิ้น 2 ห้องเรียน

2. ตัวแปรที่จะศึกษา

2.1 ตัวแปรต้น ได้แก่ การสอนคำศัพท์ภาษาอังกฤษด้วยวิธีสอนแบบโครงงาน

2.2 ตัวแปรตาม ได้แก่

2.2.1 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษด้วยวิธีสอนแบบ

โครงงาน

2.2.2 ความสามารถในการทำโครงงานคำศัพท์ภาษาอังกฤษวิธีสอนแบบ

โครงงาน

2.2.3 ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อวิธีสอนแบบ

โครงงาน

3. เนื้อหา

เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นเนื้อหาคำศัพท์ภาษาอังกฤษ จากหน่วยการเรียนรู้เรื่อง 1) Food & Drinks 2) Occupation 3) Places ที่กำหนดในสาระและมาตรฐานการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 และหลักสูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ โรงเรียนเทศบาล 5 พหลโยธินรามินทรภักดี ช่วงชั้นที่ 2 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 รายวิชาภาษาอังกฤษ (อ 23101)

4. ระยะเวลาที่ใช้ในการทดลอง

ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยใช้เวลาในการทดลองทั้งหมด 9 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 ชั่วโมง รวม 27 ชั่วโมง ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551

การสร้างและการหาคุณภาพเครื่องมือ

ผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยตามลำดับ ดังนี้

1. เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง

1.1 แผนการจัดการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษด้วยวิธีสอนแบบโครงงานสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 12 แผน มีขั้นตอนในการสร้างและหาคุณภาพดังนี้

1.1.1 ศึกษาหลักสูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ โรงเรียนเทศบาล 5 พหลโยธินรามินทรภักดี

1.1.2 ศึกษาสาระและมาตรฐานการเรียนรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานของกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ช่วงชั้นที่ 2 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6

1.1.3 ศึกษาวิธีการ หลักการ หลักทฤษฎี และเทคนิคการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานและการจัดทำโครงงานจาก เอกสารตำรา วารสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการสอนภาษาอังกฤษด้วยวิธีสอนแบบโครงงาน แนวการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และคู่มือนิเทศการวิจัยในชั้นเรียนของ ระพิน สุวรรณมุข (2548 : 26-27)

1.1.4 วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างสาระการเรียนรู้ ความคิดรวบยอด และจุดประสงค์การเรียนรู้ เพื่อสร้างแผนการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน

1.1.5 นำข้อมูลที่ได้มาสร้างแผนการจัดการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 12 แผน

1.1.6 สร้างแบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ สำหรับผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ความสามารถด้านการวัดผลและประเมินผลเพื่อพิจารณาความสอดคล้อง ความถูกต้องและเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา ใช้เกณฑ์การประเมินระดับความคิดเห็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ โดยใช้เกณฑ์ 3.5 ขึ้นไปถือว่าอยู่ในระดับเหมาะสม

1.1.7 นำแผนการจัดการเรียนรู้ พร้อมแบบประเมินเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ความสามารถด้านการสอนภาษาอังกฤษ และหลักสูตรการสอนภาษาต่างประเทศ เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องของเนื้อหา จุดประสงค์การเรียนรู้ กระบวนการเรียนรู้ กระบวนการวัดและประเมินผล ความเหมาะสมของเวลาที่ใช้ การใช้ภาษา และสื่อการสอน

1.1.8 นำแผนการจัดการเรียนรู้ ที่ผ่านการตรวจสอบและข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 ท่าน มาหาค่าเฉลี่ย () เพื่อหาระดับความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้ ปรากฏว่าได้ค่าเฉลี่ยของระดับความคิดเห็น ในแต่ละแผน มีค่าระหว่าง 4.00 – 5.00 และโดยรวมทั้ง 12 แผน มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.47 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่มีความเหมาะสมระดับมาก

1.1.9 นำแผนการจัดการเรียนรู้ไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 โรงเรียนเทศบาล 5 พหลโยธินรามินทรภักดี จังหวัดราชบุรี จำนวน 44 คน ซึ่งไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง เพื่อหาข้อบกพร่อง ความเหมาะสมของเวลาในการทำกิจกรรม ความเหมาะสมของการใช้ภาษา และการใช้สื่อการเรียนรู้ ผลการทดลองพบว่า กิจกรรมบางแผนการจัดการเรียนรู้นักเรียนทำได้ไม่ทันตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ ผู้วิจัยจึงได้ปรับปรุงแก้ไขโดยปรับกิจกรรมให้เหมาะสมกับเวลา แล้วนำแผนการจัดการเรียนรู้ไปใช้สอนจริงกับกลุ่มตัวอย่าง โดยผู้วิจัยเป็นผู้ดำเนินการสอนด้วยตนเอง

2. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล

2.1 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษด้วยวิธีสอนแบบโครงงานเป็นแบบชนิดเลือกตอบ จำนวน 40 ข้อ มีขั้นตอนในการสร้างและหาคุณภาพดังนี้

2.1.1 ศึกษาเนื้อหาสาระ ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง การวัดและประเมินผลการเรียนรู้จากคู่มือการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (กรมวิชาการ. 2544)

2.1.2 วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างสาระสำคัญ สาระการเรียนรู้ และจุดประสงค์การเรียนรู้ทั้ง 3 หน่วย เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างแบบทดสอบ

2.1.3 ศึกษาวิธีการเขียนข้อสอบแบบเลือกตอบจากหนังสือ ตำรา การวัดผลการศึกษาของ สมนึก ภัททิยธนี (2546 : 1-193) การวิจัยเบื้องต้นของ บุญชม ศรีสะอาด (2545 : 53-80)

2.1.4 กำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ และพฤติกรรมที่ต้องการวัด เพื่อสร้างข้อสอบให้ครอบคลุมสาระการเรียนรู้และจุดประสงค์การเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษทั้ง 3 หน่วย เป็นข้อสอบแบบเลือกตอบ (Multiple Choice Test) 4 ตัวเลือก จำนวน 60 ข้อ

2.1.5 นำแบบทดสอบที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ด้านการวัดผลและประเมินผลวิชาภาษาอังกฤษตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) โดยการหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC : Index of Item Objective Congruence ซึ่งพิจารณาความสอดคล้องของข้อคำถามกับจุดประสงค์การเรียนรู้ และคัดเลือกข้อสอบที่มีค่าดัชนีความสอดคล้องตั้งแต่ 0.50 ขึ้นไป ซึ่งค่าที่คำนวณได้มีค่าตั้งแต่ 0.67 – 1.00

2.1.6 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษที่คัดเลือกไว้ไปทดลองใช้ (Try-out) กับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 โรงเรียนเทศบาล 5 พหลโยธินรามินทรภักดี ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 44 คน ที่เคยเรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน ทั้ง 3 หน่วย แล้วนำไปตรวจให้คะแนนเป็นรายข้อ ตอบถูกให้ 1 คะแนน ตอบผิดให้ 0 คะแนน จากนั้นนำไปวิเคราะห์หาค่าความยากง่าย (p) (ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ. 2538 : 210) และค่าอำนาจจำแนก (r) ของแบบทดสอบแต่ละข้อ โดยใช้เทคนิค 27 % ของจุง เต ฟาน และคัดเลือกแบบทดสอบข้อที่มีความยากง่าย (p) ตั้งแต่ 0.20 ถึง 0.80 และค่าอำนาจจำแนก (r)ตั้งแต่ .20 ขึ้นไป จำนวน 40 ข้อ ซึ่งแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษที่คัดเลือกไว้ มีค่าความยากง่าย (p) ระหว่าง 0.32 0.64 และค่าอำนาจจำแนก (r) ระหว่าง.0.31 - 0.68

2.1.7นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษไปหาค่าความเชื่อมั่น (Reliability) ทั้งฉบับกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 โดยใช้สูตร KR 20 ของคูเดอร์ ริชาร์ดสัน (Kuder Richardson) ได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.89

2.1.8 จัดพิมพ์แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษ ทั้ง 3 หน่วย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เป็นข้อสอบแบบเลือกตอบ (Multiple Choice Test) 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ ที่ผ่านการวิเคราะห์แล้ว เพื่อนำไปใช้กับกลุ่มตัวอย่าง

2.2 แบบประเมินความสามารถในการทำโครงงานคำศัพท์ภาษาอังกฤษ

เป็นแบบประเมินที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นในลักษณะมาตราส่วนประมาณค่าตามเกณฑ์ของลิเคิร์ท (Likert) ซึ่งจำแนกเป็นรายด้าน 3 ด้าน คือ

1) การประเมินเนื้อหาของโครงงาน คะแนนเต็ม 40 คะแนน

2) การประเมินกระบวนการทำงาน คะแนนเต็ม 30 คะแนน

3) การประเมินการนำเสนอผลงาน คะแนนเต็ม 30 คะแนน

โดยมีขั้นตอนการสร้างดังนี้

2.2.1 ศึกษาเอกสารหลักสูตรและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการวัดและประเมินผลวิชาภาษาอังกฤษ โดยวิธีสอนแบบโครงงานและการประเมินผลตามสภาพจริง

2.2.2 สร้างแบบประเมิน 3 ด้าน ได้แก่ ด้านเนื้อหา กระบวนการทำงาน และการนำเสนอผลงาน

การประเมินความสามารถในการทำโครงงานคำศัพท์ภาษาอังกฤษในด้านเนื้อหา กระบวนการทำงาน และการนำเสนอผลงาน กำหนดเกณฑ์การประเมินจากคะแนนเต็ม 100 คะแนน ดังนี้

80 100 หมายถึง ความสามารถในการทำโครงงานอยู่ในระดับดีมาก

70 79 หมายถึง ความสามารถในการทำโครงงานอยู่ในระดับดี

60 69 หมายถึง ความสามารถในการทำโครงงานอยู่ในระดับปานกลาง

50 59 หมายถึง ความสามารถในการทำโครงงานอยู่ในระดับพอใช้

40 49 หมายถึง ความสามารถในการทำโครงงานอยู่ในระดับควรปรับปรุง

2.2.3 นำแบบประเมินความสามารถในการทำโครงงานคำศัพท์ภาษาอังกฤษไปเสนอผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา พิจารณาดูความเหมาะสมของการใช้ภาษา และดูว่าข้อคำถามนั้นวัดแบบประเมินความสามารถในการทำโครงงาน แล้วนำมาปรับปรุงตามความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ โดยใช้เกณฑ์กำหนดคะแนนความคิดเห็น ดังนี้ (ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ. 2543 : 248-249)

2.2.4 บันทึกผลการพิจารณาความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญแต่ละคน แล้วนำไปหาค่าดัชนีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา และค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับจุดประสงค์ (IOC) อยู่ระหว่าง 0.67 – 1.00

2.2.5 นำแบบประเมินที่แก้ไขตามคำแนะนำ ไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 จำนวน 9 คน ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง เพื่อตรวจสอบความเข้าใจในภาษา

2.2.6 นำแบบประเมินที่ปรับปรุงแล้วไปใช้กับกลุ่มตัวอย่าง

2.3 แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อวิธีสอนแบบโครงงาน

เป็นมาตราส่วนประมาณค่าตามเกณฑ์ของลิเคิร์ท (Likert) จำนวน 20 ข้อ ซึ่งผู้วิจัยดำเนินการสร้างตามขั้นตอน ดังนี้

2.3.1ศึกษาวิธีการสร้างแบบประเมินจากหนังสือเทคนิคการสร้างเครื่องมือรวบรวมข้อมูลสำหรับการวิจัยของ บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์ (2531 : 67–75) และจากหนังสือหลักการวิจัยทางการศึกษาของ ล้วน สายยศ และอังคนา สายยศ (2527 : 143–145)

2.3.2 สร้างแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการพัฒนาการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษด้วยวิธีสอนแบบโครงงาน โดยตั้งประเด็นการประเมินความพึงพอใจตามกิจกรรมในด้านเนื้อหา ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ด้านสื่อหรือแหล่งเรียนรู้ และด้านการวัดและประเมินผล ซึ่งใช้มาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) ประเมินความพึงพอใจของนักเรียน 5 ระดับ ตามเกณฑ์ของลิเคิร์ท (Likert) โดยกำหนดระดับความพึงพอใจของนักเรียนเป็น 5 ระดับ ดังนี้

มีความพึงพอใจระดับมากที่สุด มีค่าระดับคะแนน 5

มีความพึงพอใจระดับมาก มีค่าระดับคะแนน 4

มีความพึงพอใจระดับปานกลาง มีค่าระดับคะแนน 3

มีความพึงพอใจระดับน้อย มีค่าระดับคะแนน 2

มีความพึงพอใจระดับน้อยที่สุด มีค่าระดับคะแนน 1

กำหนดเกณฑ์ในการตัดสินเฉลี่ย ดังนี้

มีความพึงพอใจระดับมากที่สุด ระดับคะแนน 4.50 – 5.00

มีความพึงพอใจระดับมาก ระดับคะแนน 3.50 – 4.49

มีความพึงพอใจระดับปานกลาง ระดับคะแนน 2.50 – 3.49

มีความพึงพอใจระดับน้อย ระดับคะแนน 1.50 – 2.49

มีความพึงพอใจระดับน้อยที่สุด ระดับคะแนน 1.00 – 1.49

2.3.3 นำแบบสอบถามความพึงพอใจดังกล่าวเสนอผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจสอบภาษา ความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับจุดประสงค์ แล้วนำผลการพิจารณาในแต่ละข้อมาหาค่าคะแนนความคิดเห็นโดยใช้สูตร IOC (บุญเชิด ภิญโญอนันตพงษ์. 2527 : 69 – 72)

2.3.4 บันทึกผลการพิจารณาความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญแต่ละคน แล้วนำไปหาค่าดัชนีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา และค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับจุดประสงค์ (IOC) อยู่ระหว่าง 0.67 – 1.00

2.3.5 นำแบบสอบถามที่แก้ไขตามคำแนะนำ ไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 จำนวน 9 คน ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง เพื่อตรวจสอบความเข้าใจในภาษา แล้ววิเคราะห์หาค่าความเชื่อมั่นของแบบประเมินทั้งฉบับโดยหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา (a-coefficient) ของครอนบาช (Cronbach) ได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.898

2.3.6 นำแบบสอบถามที่ปรับปรุงแล้วไปใช้กับกลุ่มตัวอย่าง

การดำเนินการและเก็บรวบรวมข้อมูล

ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยเป็นผู้ดำเนินการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 ตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2551 ถึง วันที่ 7 มกราคม 2552 โดยดำเนินการดังนี้

1. ก่อนดำเนินการทดลอง ผู้วิจัยทำการปฐมนิเทศเพื่อทำความเข้าใจกับผู้เรียนเกี่ยวกับการเรียนการสอน บทบาทของครู บทบาทของผู้เรียน จุดประสงค์การเรียนและวิธีการวัดและประเมินผล

2. ทดสอบกลุ่มตัวอย่างก่อนการเรียน (Pretest) โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษ และนำผลการสอบมาตรวจให้คะแนน

ในการตรวจคะแนนแต่ละข้อ มีเกณฑ์ดังนี้

ข้อที่ตอบถูก ได้ 1 คะแนน

ข้อที่ตอบผิด ได้ 0 คะแนน

3 ดำเนินการจัดการเรียนรู้โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีสอนแบบโครงงานจำนวน 3 หน่วย คือ 1) Food & Drinks 2) Occupation 3) Places หน่วยละ 4 แผน รวมจำนวนทั้งหมด 12 แผน ใช้เวลาในการสอน 9 สัปดาห์ ๆ ละ 3 ชั่วโมง เป็นเวลา 27 ชั่วโมง โดยผู้วิจัยดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้

4. ประเมินความสามารถในการทำโครงงานในแต่ละหน่วยการเรียนรู้โดยใช้แบบประเมินที่ครูเป็นผู้ประเมิน

5. ประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการพัฒนาการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษด้วยวิธีสอนแบบโครงงานหลังเรียน

6. ทำการทดสอบหลังเรียน (Posttest) เมื่อสิ้นสุดการทดลองโดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษซึ่งเป็นฉบับเดียวกับที่ใช้ทดสอบก่อนเรียน

สรุปผลการวิจัย

ผลจากวิธีสอนแบบโครงงาน เรื่องการพัฒนาการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สามารถสรุปผลการวิจัยได้ดังนี้

1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ด้วยวิธีการสอนแบบโครงงาน สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

2. ความสามารถในการทำโครงงานคำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ด้วยวิธีสอนแบบโครงงานอยู่ในระดับดีมาก

3. ความพึงพอใจในการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษด้วยวิธีสอนแบบโครงงานอยู่ในระดับดีมาก


1 ความคิดเห็น:

  1. เป็นผลงานที่สามารถพัฒนาการเรียนการสอนได้เป็นอย่างดี ช่วยพัฒนาทักษะทางการเรียนรู้คำศัพท์ได้ดีมากสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้

    ตอบลบ